ชีวิตของแมต คิงส์ อาจไม่ราบรื่นเหมือนเดิมนัก เพราะวิกฤติครอบครัวที่ชายกลางคนชาวฮาวายคนนี้กำลังจะต้องเจอ ซึ่งแมตก็ตระหนักถึงความยากลำบากนั้นดี จากมุมที่เขานั่งมองอลิซาเบธ ภรรยาสาวสวยที่กำลังนอนโคม่าอยู่บนเตียงโรงพยาบาล หลังจากประสบอุบัติเหตุจากการเล่นเรือเร็วไม่กี่วันก่อนหน้า

เธอ ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมา ... อีกแล้ว

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาและเธอก็แทบไม่ค่อยได้พูดคุยกันเลย

 

   

 

กับลูกสาวสองคน ทั้งสก็อตตี้และอเล็กซานดร้าก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะแมตจะต่อได้ติดกับพวกเธอสักเท่าไร เพราะที่ผ่านเขาก็แทบไม่ค่อยได้มาดูแลลูกๆทั้งสองคน

งานทนายความอาจเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีมาตลอด แต่ขณะเดียวกันกับครอบครัว เขาอาจเป็นได้เพียงพ่อบ้านมือสำรอง แค่นั้น

 บทบาทในบ้านยังดูคุ้มดีคุ้มร้ายอยู่ แต่แมตก็ยังต้องแบกรับอีกหนึ่งภาระ นั่นคือ การต้องเป็นผู้กุมการตัดสินใจในเรื่องการจัดการที่ดินแปลงงามริมทะเลอันเป็นมรดกประจำตระกูลคิงส์ของเขาว่าจะตกลงขายให้นายหน้าเพื่อเปลี่ยนมันเป็นสนามกอล์ฟ และห้างสรรพสินค้าอันฟู่ฟ่าหรือไม่

มรสุมชีวิตยังไม่หยุดโหมกระหน่ำเท่านั้น แต่กลับยิ่งตอกย้ำซัดลงกลางใจของแมตเข้าไปอีก ทันทีที่เขาได้ล่วงรู้ว่า ก่อนเกิดอุบัติเหตุ เมียของเขากำลังคบชู้ !!!!

สถานการณ์ทั้งหลายแหล่นั้นเป็นชะตาชีวิตที่ชายกลางคนคนหนึ่งกำลังจะต้องเผชิญ ดั่งมรสุมอารมณ์ร้ายที่กำลังจะพัดเข้าสู่หมู่เกาะน้อยใหญ่ของฮาวาย – ดินแดนที่เรียกว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักเดินทาง

 

 

การก้าวผ่านมรสุมของชีวิต หรืออันที่จริงก็คือเคราะห์กรรมของชีวิตที่ตนเองก่อเอาไว้ เส้นทางดูจะมืดหม่นหมดหวังลงไปทุกวันกับอาการของอลิซาเบ็ธ

แม้จะมีคำถามมากมายอวลอลอยู่ในตัวเขา แต่แมตก็อับจนหนทางที่จะทำให้มันคลี่คลายลงไปได้ เมื่อเธอผู้เป็นคนต้นเรื่องไม่อยู่ในสภาพที่จะอธิบายอะไรๆได้เลย ชีวิตของแมตดูจะต้องก้มหน้าก้าวเดินต่อไปอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่ไม่อาจหันกลับมาสะสางเรื่องข้างหลังที่มันค้างคาและขมวดอยู่ในใจ

แต่ก็หาใช่ว่าแมตจะต้องเดินคนเดียวเสมอไป เพราะเขายังมีอเล็กซานดร้าและสก็อตตี้ที่จะเดินไปพร้อมกัน หากว่าเขาสามารถพิสูจน์ตัวเองให้พวกเธอยอมรับได้

 

มรสุมคงไม่เลวร้ายไปตลอดกาล เฉกเช่นคำถามที่ค้างคาก็จะร้างลาไปตามเวลาของตัวมันเอง

เช่นเดียวกับคำพูดลอยๆ จากปากของแมตว่า

“... ทุกอย่างต่างมีเวลาของมันเอง” 

เขาเอ่ยเบา ตอนที่พาลูกขึ้นไปมองดูผืนดินสวยงามกว้างใหญ่ของตระกูลเป็นครั้งสุดท้าย

 

 

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเลวร้ายสักเพียงใด ความทรงจำอันงดงามที่ยากจะลืมเลือน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั่วขณะ และจากไปเมื่อเวลาของมันเองหมดลง โดยที่เราไม่สามารถต้านทานหรือเปลี่ยนแปลงอะไรมันได้เลย

ลมหายใจของอลิซาเบ็ธจะหมดลงในวันหนึ่ง หลังจากที่แมตตัดสินใจบอกให้หมอถอดเครื่องช่วยหายใจ พร้อมกับที่ความสงสัยและคำอธิบาย(จากเธอ)เรื่องที่นอกใจก็จะถูกปล่อยทิ้งไว้เช่นนั้น ความรู้สึกผิดบาปและความต้องการแก้ไขให้ถูกต้องในการเป็นสามีมิอาจได้รับการตอบสนองได้อีก

แมตเริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยบางสิ่งให้จบลงพร้อมกับเวลาของมันเอง แต่สิ่งที่เหลือที่เขาพอจะสามารถลงมือ เพื่อเปลีย่นแปลงบางอย่างได้ก็ยังมี นั่นคือ ลูกสาวทั้งสองคน และการตัดสินใจในเรื่องการขายที่ดิน

 

 

สิ่งเหล่านี้แหละที่น่าจะเป็นความชดเชยทางใจให้กับตัวเขาเอง หรือเรียกว่า โอกาสครั้งใหม่ของชีวิตที่เขาได้รับมาจากการผ่านพ้นเคราะห์กรรมเรื่องอลิซาเบ็ธแล้ว - โอกาสที่เขาไม่ควรจะพลาดมันไปอีก สำหรับชีวิตฤดูต่อไป

และแม้การที่ทุกอย่างจะต้องจบลงด้วยเงื่อนไขของเวลา แต่ใช่ว่าเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง บางสิ่งบางอย่างจะหลงเลือนหายลับไปเสมือนว่าไม่เคยมีอยู่เลยซะเมื่อไร

เรื่องราวระหว่างที่มันดำรงอยู่ต่างหาก ที่จะเปลี่ยนเป็น ความทรงจำ อันสุกสกาวอยู่ข้างในตัวเรา ทุกครั้งที่ได้คิดถึง

 

 

มีช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนพลบค่ำ แมตพาลูกสาวสองคนเดินไปตามชายหาด หมายใจจะค้นหาตัวชู้ของเมียที่ทราบว่ามาพักที่หาดนี้ แต่เมื่อพวกเขาเดินกันไปเรื่อยๆ บทสนทนาระหว่างนั้นกลับเป็นความทรงจำครั้งเก่าก่อนตอนที่แมตพบกับอลิซาเบ็ธครั้งแรกและช่วงเวลาดีๆหลังจากที่ความรักได้ก่อตัวขึ้น

แสงสีส้มตกกระทบทั้งคนและเกลียวคลื่น ผืนน้ำสีฟ้าปรายแสงจนเป็นสีม่วงแปร่งแปลกแต่สดใส

ก่อนที่น้ำทะเลจะสาดซัดเอารอยเท้าบนผืนทรายลงสู่ทะเลไปด้วย อะไรบางอย่างสั่นไหวบางเบาอยู่ข้างในตัวของแมต

 

“ความทรงจำมากมาย ... ทุกอย่างต่างมีเวลาของมันเอง”

 

*********************

วันธรรมดา

posted on 17 Jul 2011 22:50 by mistermondays

 

ก่อนที่วันหยุดยาวของผมจะจบลง ต้องยอมรับเลยว่าเสียดายอยู่นิดหน่อย 

 

พรุ่งนี้ยังคงเป็นวันจันทร์เหมือนเดิม วันที่ต้องตื่นออกไปทำงานแต่เช้า วันที่ต้องผูกไทด์สะพายกระเป๋าหนัง วันที่ต้องปลุกตัวเองให้ตื่นตัวและตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา วันที่ใครหลายคนเรียกกันว่า ‘วันธรรมดา’

 

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘วันธรรมดา’ ผมเชื่อว่าใครอีกหลายคนก็คงเป็นเหมือนกัน คือเรามักนึกถึง วันจันทร์ถึงวันศุกร์

 

หากให้เดา ผมเหมาว่าที่เป็นแบบนั้นก็คงเพราะ ตอนสมัยเรียนเราจะมีตารางเวลาที่คล้ายกันแทบทุกคน คือเราต้องไปโรงเรียนด้วยกันทั้งหมด 5 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี และก็ศุกร์ (อันนี้ผมหมายความถึงการเรียนที่โรงเรียนอย่างเดียว ไม่นับการออกไปติวกวดวิชา) และขณะเดียวกันเราจะมีวันหยุดสุดสัปดาห์เหมือนกันคือ เสาร์และอาทิตย์

 

ตารางชีวิตวัยเรียนในช่วงนั้นปลูกฝังให้เราจดจำขึ้นใจว่า วันธรรมดา คือ วันจันทร์ถึงศุกร์

 

พอโตมาหน่อย เมื่อชีวิตถูกพาเข้ามาอยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัย ความหมายที่มีต่อคำว่า ‘วันธรรมดา’ ของพวกเราอาจจะกว้างมากขึ้น

 

นั่นคือ การเรียนในช่วงมหา’ลัย อาจไม่จำเป็นว่าต้องเป็นวันจันทร์ – ศุกร์ อีกต่อไปแล้ว บางทีเราอาจจะ “มีเรียน” ในช่วงวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็ได้ ซึ่งแล้วแต่การจัดชั่วโมงเรียนของมหา’ลัย หรือแล้วแต่อารมณ์ของตัวอาจารย์ผู้สอนเอง

 

ตารางชีวิตที่แปรเปลี่ยนไป ก็มีผลทำให้ความรู้สึกที่มีต่อ “วันธรรมดา” นั้นเปลี่ยนตาม อาจไม่ได้จำกัดแค่ว่า วันจันทร์ถึงศุกร์ แต่อาจเหมารวมกลายเป็น ‘ทุกวันที่มีเรียน’ คือวันธรรมดาทั้งหมด

 

มาถึงตอนนี้ ความเข้าใจในเรื่องของ “วันธรรมดา” โดยส่วนตัวของแต่ละคน ก็คงพอเป็นพื้นฐานการใช้ชีวิตช่วงวัยทำงานได้ประมาณหนึ่ง

 

ตามตารางวันทำงานของแต่ละคนที่แตกต่างกันอยู่แล้ว บางคนทำงานห้าวันตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์โดยหยุดเสาร์และอาทิตย์ บางคนทำงานหกวัน คือจันทร์ถึงเสาร์แล้วเอาอาทิตย์เป็นวันหยุดวันเดียว และก็ยังมีอีกไม่น้อยที่ต่างไปจากนั้น คืออาจมีวันหยุดเป็นวันใดวันหนึ่งในช่วงจันทร์ถึงศุกร์ อย่างเพื่อนผมคนหนึ่ง ที่ต้องทำงานหกวันแล้วหยุดวันจันทร์วันเดียวก็มี

 

แต่ไม่ว่าเราจะทำงานวันไหนกันบ้างก็ตาม เหล่าคนวัยทำงานอาจให้ความหมายเหมือนกันว่า “วันธรรมดา” ก็คือ “วันที่ต้องออกไปทำงาน” (ซึ่งในที่นี้อาจไม่ใช่แค่จันทร์ถึงศุกร์อีกแล้ว) และที่นอกเหนือไปจากนั้น ก็เป็น “วันหยุดของสัปดาห์” (อาจไม่ใช่แค่เสาร์อาทิตย์เช่นเดียวกัน)

 

สิ่งที่สะดุดใจผมมาตั้งแต่แรกเริ่มเขียนบทความนี้ ก็คือประเด็นที่ว่า

 

ทำไมเราต้องเรียกวันเหล่านั้น – วันที่ต้องออกไปทำงานว่า วันธรรมดา?

 

เมื่อสงสัยจึงลองคิดเล่นว่าการกำหนดให้ วันเหล่านี้เป็นวันธรรมดา อาจเกี่ยวข้องกับหลายแง่มุม

ที่ว่า ธรรมดา อาจมองเห็นได้ในแง่ของการเป็นวันที่เราต่างต้องปฏิบัติสิ่งที่เป็นกิจวัตร ต้องกระทำกิจกรรมหรืองานทุกอย่างที่เป็นปกติประจำวันอยู่แล้ว

 

เราอาจต้องตื่นนอนตอนเช้าในเวลาเดิมของทุกวัน เพื่อเดินทางไปทำงานให้ทันกับเวลา อาจต้องรูดบัตรเหมือนเดิมเพื่อเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ภายในสถานที่ที่เราเรียกกันว่าบ้านหลังที่สองไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมงต่อวัน หรืออาจจะต้องไปทำงานประจำที่เรียกกันติดปากว่า งานรูทีน (Routine) ให้ลุล่วงแล้วเสร็จในแต่ละวัน และอาจจะต้องพยายามใช้ชีวิตตามลำดับให้เป็นปกติสามัญที่สุด คือตื่นเช้า ทำงาน กิน ทำงาน กลับบ้าน กิน นอน ตื่นเช้า ทำงาน กิน ทำงาน กลับบ้าน (วนเป็นวงกลมแบบนี้) เพื่อเก็บพลังชีวิตไว้ให้พอที่จะลุกขึ้นทำงานในวันต่อไปให้ได้มากที่สุด

 

หรือบางทีอาจเกี่ยวกับสาเหตุอีกแง่หนึ่งที่คิดเพลินๆได้ว่า

 

ถ้าการที่ให้ค่าว่า วันทำงาน คือ วันธรรมดา, แล้ววันที่ไม่ต้องทำหรือวันหยุด ก็น่าจะเป็นวันพิเศษ อย่างนั้นน่ะสิ

 

ในสัปดาห์หนึ่งเราอดทนทำงานกันมาไม่ต่ำกว่าห้าวันเป็นอย่างน้อย อีกทั้งก็วันละหลายชั่วโมงอยู่ แล้วสุดสัปดาห์เราก็มีวันพิเศษไว้ไม่กี่วัน เป็นเหมือนรางวัลให้สำหรับการอดทนลงแรงนั้น ที่คิดแล้วผมว่ามันก็เป็นแง่มุมที่ให้กำลังใจตัวเราเองได้อยู่ไม่น้อย

 

ในแต่ละเดือน เราอาจจะมีวันหยุดนอกเหนือไปจากวันหยุดประจำสัปดาห์ เช่นวันหยุดวันสำคัญต่างๆ ที่จะมีอยู่ปะปรายในปฏิทิน ยิ่งใกล้วันหยุดเข้าไปทุกทีกำลังใจและกำลังแรงก็ดูเพิ่มขึ้นมาอย่างยากจะตาเห็นทัน และเมื่อวันหยุดเวียนมาจนถึง (ไม่ว่าจะหยุดอะไรก็ตาม) เราต่างก็แอบดีใจ บ้างเฉลิมฉลอง บ้างเริ่มมองหาอะไรทำในวันพิเศษเหล่านั้น
 

ลองๆคิดดู ชีวิตคนทำงานก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

 

หากเรื่องการทำงาน เรามองว่ามันแสนปกติธรรมดา, แต่เรื่องของการหยุดพัก เรามักมองว่ามันเป็นเรื่องที่พิเศษน่ายินดี

 

บางทีการให้ค่ากับการทำงานแบบนี้ ถูกผิดหรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบ

 

แต่โดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่าการให้ความสำคัญกับทุกสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้าเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้สิ่งที่เราทำมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น อย่างน้อยก็กับใจของเราเอง
 
และไม่ว่าอย่างไร ... ในตอนนี้ ผมก็ยังเสียดายวันหยุดยาวสามวันที่ผ่านมาของตัวเองอยู่ดี
 
 
***

ขี้หมาที่น่าเหยียบ

posted on 29 Jun 2011 22:13 by mistermondays

"

คุณจินตนาการภาพของกองขี้หมาที่ถูกเหยียบจนเละเทะและลากถูไถเลอะเทอะไปกับพื้นกันออกมั้ยครับ?

ถ้านึกออก ... คงต้องถือว่าคุณเป็นผู้มากประสบการณ์ ที่ถูกชีวิตเคี่ยวกรำลำบากมาจนอึดแล้ว!

แต่หากว่าไม่ ... ก็นับว่าคุณกับผมมีชีวิตที่คล้ายกัน - เหมือนแมลงวันที่ไม่ประสงค์ดมของเหม็น!!

เพราะตลอดชีวิตยี่สิบสี่ปีปลายๆของตัวเอง ก็แทบไม่เคยคาดจิตคิดฝันว่าจะได้มาเห็นภาพชวนสยดสยองจองเวรลูกนัยตาขนาดนั้นมาก่อน

จนมาถึงเมื่อวานนี้ ...

 

มันเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนแสนปกติ

หลังจากกระโดดลงจากรถเมล์สายสนิทใจได้ไม่นาน ผมก็ต้องฝืนลากชีวิตงัวเงียของตัวเองเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าต่อ ผ่านป้ายรถเมล์ คิวมอ’ไซค์รับจ้าง รถเข็นข้าวเหนียวหมูปิ้ง นักเรียนขายแซนด์วิช เหล่ามวลชนคนทำงาน หมาพเนจร ซึ่งทั้งหลายทั้งมวลนี้ ดูจะเป็นภาพสนิทตาของผมไปเสียแล้ว หลังจากที่ต้องใช้เส้นทางนี้ไปออฟฟิศประจำมาเกือบขวบปี

ทุกๆสิ่ง คงราวกับหนังที่หยิบมาดูซ้ำ วนไปวนมาเป็นร้อยร้อยรอบ

หากว่าไม่มี  “มัน”  วางอยู่ตรงนั้น

แน่นอน ... ไอ้ “มัน” ที่ว่า ก็คือสิ่งที่เราพูดถึงกันมาตั้งแต่ต้น  ใช่ถูกแล้วครับ - “ขี้หมา”  นั่นเอง

เพียงแต่ สภาพของมันในตอนนี้ดูต่างไปจากรูปลักษณ์เดิมๆแทบถนัดตา

ภาพขี้หมาส่วนใหญ่ที่ผมเคยพบและบังเอิญจำได้ มันจะวางตัวอยู่นิ่งๆอุนๆ ตามพื้นถนนบ้าง สนามหญ้าบ้าง อาจฉายเดี่ยวบ้างกรุ๊ปแบนด์บ้าง แล้วแต่ลำไส้และจังหวะขมิบของหมาผู้เป็นเจ้าของ (นี่คือข้อสันนิษฐานส่วนตัว)  แต่ภาพที่กำลังตำตาผมแบบไม่ปราณีอยู่นี้ มันกลับบิดเบือนแบบเย้ยหยันชีวิตที่ผ่านมาของผมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

อาจดูไม่ต่างจากฉากฆาตกรรมอันน่าหวาดเสียวและชวนสะอิดสะเอียนในเวลาเดียวกัน

ฉาก : บนทางเท้าริมถนนใหญ่ กองขี้หมาปั้นหมาดขึ้นรูปสีดำอมเขียว ขนาดเท่าหนึ่งกำมือของเด็กม.3 ถูกบี้บดอย่างแรงด้วยน้ำหนักหนึ่งตัวคน พาลพาเนื้อขี้แตกกระจัดกระจาย กลายเป็นคราบฉาบไปตามทางที่ผู้ลงตีนเหยียบลากถูไป กินอาณาเขตฉากดาร์กสุดโหดนั้นไปเกือบเมตรครึ่ง ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงกระจายไปสกิดทุกอณูรูขุมขนของผู้คนที่ผ่านไปมา พาให้ฉุกคิดถามหากันว่า “ใครคือผู้เหยียบขี้ใส่ตีนกลับบ้านไปกันนะ ?”

นั่นรวมถึงผมด้วย ผู้ที่ตอนนี้ลดความเร็วในการเดินลงด้วยสาเหตุสามอย่างด้วยกัน

แรกสุดคือ เพื่อความปลอดภัยของฝ่าเท้าทั้งสองข้างของตัวเอง ที่ไม่ต้องการเดินซ้ำรอยของผู้ที่ถางทางไว้ให้

ต่อมาคือ สถานะของการได้เป็นพยานตาเอก ที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น จึงต้องจำยอมกำเบาะแสที่สามารถชี้ไปถึงตัวผู้ลงเท้าเอาไว้อย่างน่าหวาดวิตก, แบบว่า หากต้องได้ขึ้นรถไฟฟ้าขบวนเดียวกับเจ้าของเท้าข้างนั้น บังเอิญจ้องตากัน ผมจะปกปิดอาการละล่ำละลักที่อาจมีไว้ได้อย่างไร 

และท้ายสุด มันอาจเป็นสาเหตุที่คล้ายควันหลงของเรื่องขัน ที่บังเอิญหลงเข้ามาในมโนสำลักความคิด เป็นส่วนผสมระหว่างความสนุกสนานกับความสงสารเข้าด้วยกัน ซึ่งผมขอมุเดาเอาว่า มันน่าจะเป็นสัญชาตญาณลึกๆใต้จิตใจในอย่างแรก และสำนึกเรื่องความเมตตาเวทนาต่อเพื่อนร่วมพันธุ์มนุษย์เหมือนกันในอย่างหลัง

เมื่อพ้นเลยจากที่เกิดเหตุมาได้ระยะหนึ่ง ยืนร่วมบันไดเลื่อนไฟฟ้ากับคนอื่นๆ (ที่น่าจะเป็นพยานเหมือนกัน) ความคิดแวบแรกก็วับเข้ามาในห้วงวิกลของจิตตัวเอง

 “แขกตี้ ขี้แตก(กระจาย) ... เพราะโดนเหยียบ”

แวบต่อมา  “กรรมของเวรจริงๆ... ที่เหยียบขี้ในเวลาแบบนี้”

อีกแวบ  “กองใหญ่ แบบนั้น มหกรรมซวยสุดๆ”

และอีกแวบนึง  “เหยียบแบบนั้นจะทำยังไงวะ น่าสงสาร ... หากเป็นเราเอง คงโคตะระโชคร้ายเลย”

โชคยังดีหรือคนเหยียบขี้กลับบ้านแล้วก็ไม่แน่ใจ แต่ผมก็ไม่ได้เจอะเจอกับใคร หรือแม้แต่กลิ่นขี้โดนหยีบบนรถไฟฟ้าขบวนนั้นเลย ...

 

สำหรับวันนี้ ขณะที่นิ้วผมกำลังบรรจงจิ้มลงบนแป้นคีย์บอร์ด ส่วนหัวก็บรรจงจิ้มลงในความทรงจำเพื่อล้วงให้ถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่กระจ่างกับตัวเองแล้วคือ ผมไม่รู้จริงๆว่าตกลงแล้ว ใครเหยียบขี้หมากองนั้น ไม่อาจเดาด้วยซ้ำว่าหลังจากนั้นแล้วเกิดอะไรขึ้นกับผู้โชกขี้ที่โชคร้ายคนนั้น และแน่นอนที่ผมมาเล่า(พิมพ์) เรื่องขี้หมาในบันทึกนี้ ก็ไม่ได้มีเจตนาจะสมน้ำหน้ากับใครแม้แต่น้ำเดียว

แต่ มันกลับมีบางสิ่งที่ตกค้างอยู่หลังภาพสะอิดสะเอียนชวนขนหัวลุก จนต้องมานั่งปรับทุกข์ เพราะการปลดทุกข์ไม่เลือกที่ของสุนัขตัวไหนก็มิรู้ได้ เพื่อปลดปล่อยมันออกมา

นั่นคือมี 'ห้วงความคิด' หนึ่งที่ติดอยู่ จนถูกผมย่อยและระบายมันออกมาอีกที ซึ่งแล้วเสร็จอาจเรียกได้ว่า “กองคิดหา” – ทื่ชื่อแบบนี้เพราะผมไม่อยากมั่นใจขนาดที่ว่า นี่คือ “ความคิด” ที่กลั่นกรองมาดี หรือเป็นสัจนิรันดร์แล้ว ไม่ว่ายังไง สำหรับผม มันก็ยังโชยกลิ่นทะแม่งๆ ชวนให้สงสัยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากคุณเห็นว่าก้อนคิดของผม ก้อนนี้มันเหม็นเกินไป ก็สามารถที่จะปิดจมูกโต้แย้ง หรือไม่ก็กำจัดมันทิ้ง ผ่านระบบบำบัดของเสียของคุณเองต่อไปก็ได้ แล้วแต่ครับผม

ไอ้ “กองคิดหา” ที่เกิดมาจาก “กองขี้หมา” ของผมนี้ ก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมแค่บังเอิญคิดพิจารณาถึง ห้วงความคิดทั้งหลายที่แวบเข้ามาหลังจากเห็นคนเหยียบขี้ ก็เท่านั้นเอง

ผมสนใจตรงนี้

โดยส่วนตัว ผมมองไปว่าคนเหยียบขี้ คือ คนโชคร้าย และการเหยียบขี้ ก็เป็นเรื่องสุดซวย ผมสงสารคนที่เหยียบมันในวันนั้น และเผลอคิดว่าหากเป็นตัวเองก็คงรู้สึกเลวร้ายเหมือนกัน

คำถามต่อไปคือ เราวัดได้จากอะไรว่า การเหยียบขี้ คือ เรื่องเลวร้าย?

แน่ล่ะว่าผลกระทบจากขี้มีเยอะ มันเหม็น มันสกปรก และน่าอับอายเวลาเหยียบมันในที่สาธารณะ อันนี้ผมเห็นด้วย เพียงแต่จุดสำคัญเล็กๆ ในเรื่องนี้คือ สิ่งต่างๆ  หรือเรื่องราวมากมายที่เราพบเจอในแต่ละวัน มันสามารถตัดสินได้จากอะไรกัน ว่ามันดีหรือร้าย

อาจพูดได้ว่า มีหลายเรื่อง หลายสิ่งที่มองเห็นชัดเจนได้เลยว่า ดี หรือ ไม่ดี

แต่ก็มีหลายเรื่อง หลายสิ่งอยู่เหมือนกัน ที่เกิดขึ้นกับเรา เราว่าดี แต่กับคนอื่นอาจมองตรงข้ามไป และกับบางสิ่งที่เราคิดว่ามันทุกข์แสนสาหัส สำหรับคนอื่นอาจบอกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญ

ไม่ใช่หรอกหรือว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เราจะรู้ได้ว่ามันดีหรือไม่อย่างไร ก็ต่อเมื่อมันได้เจอกับตัวของเราเอง

หากเพื่อนเล่าให้ฟังว่า เป้าแตกขณะไปออกเดทกับหญิงที่กำลังจีบ เราคงหัวร่อขำจนหน้าแดงเหมือนระกำ, แต่หากเป็นเราเองที่โชว์เป้าให้แฟนสาวดูโดยไม่ตั้งใจ คงอายหน้าแดงเป็นริดสีดวงลิง

คนในสำนักงานโดนไล่ออก เราอาจพูดได้ว่า ไม่เอาน่า ดีสำหรับเขาแล้ว จะได้มีโอกาสออกไปเริ่มอะไรใหม่ๆ แต่สำหรับคนที่เป็นผู้เดินออกจากบริษัทไป อาจเป็นเรื่องเลวร้ายยากจะยอมรับได้ที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต

ทั้งหมดนี้ ไม่แน่ว่า

สิ่งที่ดีหรือไม่ดี บางทีอาจไม่ได้อยู่รอบๆตัวเราหรอก อันที่จริงมันอยู่ข้างในต่างหาก มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาเป็นอย่างไร

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า ขณะที่ผมกำลังคิดสงสารคนที่เหยียบขี้หมาว่าโชคร้าย เขาอาจกำลังคิดปลื้มปิติอยู่ในใจลึกๆ - แน่นอนไม่มีใครคิดได้พิสดารขนาดนั้น

หรือ ผมอาจคิดผิด เพราะไม่แน่ว่า การเหยียบขี้หมาบางกอง สำหรับคนบางคนแล้ว เขาอาจมองว่ามันเป็นหมุดหมายที่ดีของเส้นทางเดินในชีวิต เป็นการเรียนรู้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดินพลาดย่ำมันเข้าอีก

ซึ่งหากเป็นแบบนั้น

ผมว่า ขี้หมาก็น่าเหยียบ เหมือนกันนะ ในบางที

 

" 

~~~~~ Mister Mondays ~~~~~

 

 

Mister Mondays say “Good Morning!!”

posted on 26 Jun 2011 19:14 by mistermondays
 

เราเริ่มชีวิตวันจันทร์กันแบบไหน? - นี่อาจเป็นคำถามที่ผมเลือกถามคุณ

คุณอาจตอบ ...

 

เฮ้ย!! วันจันทร์ ก็ต้องไปเรียน ไปทำงานกันไง

หรือ...

วันจันทร์ กรรมแต่เช้า รถแม่มโคตรติด

และ...

เฮ้อ!!!... ต้องทำงานอีกแล้ว ขี้เกียจโคตะระ (แต่ก็ต้องทำ)

ฯลฯ – หมายถึง ผมว่ามันน่าจะมีมากกว่านี้

 

ทำไมผมถึงถามคำถามนี้กับคุณ ผมก็ไม่รู้หรอก แต่ถ้าต้องให้เหตุผลดีๆ กับคุณที่กำลังอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วล่ะก็ ... ผมว่าที่ถามไป อาจเป็นเพราะถ้าคุณเป็นเหมือนผม เราอาจจะเชื่อมโยงกันผ่านวันที่ชื่อ จอ อะ นอ จันทร์ วันนี้ได้ (ไม่มากก็มากสุด ผมขอเหมาเอาก่อน)

 

ที่บอกไว้ว่าถ้าเราเป็นเหมือนกัน นั่นคือ ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องกำหนดให้วันเสาร์ – อาทิตย์ เป็นวันหยุดพักผ่อนนอนหายใจ แล้ววันธรรมดาตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ เป็นวันที่ต้องดิ้นรนออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เพื่อไปตอกบัตรเข้างานหรือตอกกะบาลเอาความรู้ใส่หัว ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่า ทำไมต้องเรียกวันยุ่งยากเหล่านี้ว่า ‘วันธรรมดา ทั้งที่มันไม่เห็นจะธรรมดาเลยสักนิด หรือหากคุณเป็นคนที่ใครๆ มักให้คำจำกัดความตัวคุณอย่างเท่ห์ๆไว้ประมาณว่า มนุษย์เงินเดือน” , “หนุ่ม-สาวออฟฟิศ” , “ซาราริมัง*” , “คนวัยทำงาน หรืออะไรก็ตามแต่ที่อยู่ในตระกูลเทือกนี้ โดยมีตารางชีวิตผูกไว้กับวันแสนธรรมดาอย่างที่กล่าวมาแล้ว เราอาจมีอะไรที่เหมือนกัน ...

 

อย่างน้อยที่สุดก็ วันจันทร์ ที่ยืนคอยพวกเราอยู่หลังวันหยุดแทบทุกสุดสัปดาห์

 

 

แน่นอน ออกตัวก่อนผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือน (Salary man) คนหนึ่ง ที่มีชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในออฟฟิศใจกลางกรุงเทพมหานคร รอคอยเงินเดือนก้อนปานกลางทุกสิ้นเดือน อดอยากปากแห้งบ้างตามแต่หลักการบริหารจัดการเงินในแต่ละเดือน งานที่ทำอยู่บ้างสุขบ้างทุกข์ เบื่อและสนุกคลุกเคล้ากันไป

 

ที่สำคัญคือ ผมมีวันจันทร์ ที่น่าจะมีรูปร่างลักษณะไม่แตกต่างไปจากเหล่ามนุษย์เงินเดือนคนอื่นเท่าไรนัก

 

ขออนุญาตเล่าให้ฟัง

 

วันจันทร์ของผม (ถือวิสาสะ) ดูจะมีความอหังการเกินกว่าคำว่าวันธรรมดามากนัก มันมักปรากฎขึ้นมายืนตระหง่านอยู่ข้างหน้าแทบจะทันทีที่เราคิดได้ว่า พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานแล้ว แล้วก็จะยืนยืดอกวางกล้ามอยู่อย่างนั้น ไม่ออกแรงแม้สักหนึ่งเหนื่อยเพื่อมาฉุดลากเราเข้าไปหา ยิ่งเราคิดว่าไม่อยากให้ถึงพรุ่งนี้เลยมากเท่าไร วันจันทร์ก็จะยิ่งฮึกเหิมขยายใหญ่มากขึ้นเท่านั้น มันจะคอยอยู่เงียบๆ กระหยิ่มยิ้มย่องอย่างผู้ชนะ และรอแค่ให้เราเดินเข้าไปหามันเองด้วยเวลาในวันอาทิตย์ที่ค่อยๆหมดลง ก่อนที่จะถึงเช้าอีกวัน วันจันทร์ก็จะเข้ามาประชิดตัวเรา เอามือป้องปากที่ยื่นเข้ามาใกล้รูหูของเรา แล้วมันก็จะระเบิดหัวเราะออกมาด้วยพลังเสียงทั้งหมดที่มันมี พอรู้ตัวอีกทีเราก็กำลังนั่งตาละห้อยฟังเสียงเครื่องยนตร์อยู่บนรถเมล์สายประจำของชีวิตแล้ว

 

ความสัมพันธ์ของผมกับวันจันทร์ อันที่จริงเป็นแบบนี้มานานมากแล้ว คงตั้งแต่สมัยเรียน ไม่ว่าจะมหาลัย มัธยม ไล่ไปจนถึงประถมและอนุบาล หากแต่ตอนนั้นผมอาจจะยังไม่ได้รู้สึกถึงการมีอยู่ของมันได้มากขนาดนี้ หรือหากรู้ก็คงไม่ชัดเจนเท่า

 

สำหรับคนวัยเรียน อาจมองวันจันทร์เป็นเรื่องยังไงก็ได้ คือลึกๆไม่อยากให้มาถึง แต่เมื่อมันมาแล้วก็น้อมรับแต่โดยดี หรืออาจมีวิธีหลบเลี่ยงกันไปตามแต่วิทยายุทธบู๊ลิ้มส่วนตัว บ้างก็ไปทำอย่างอื่น บ้างก็หนีหรือโดดข้าม(โดดเรียน)เลย

แต่สำหรับคนวัยทำงาน วันจันทร์ไม่น่าใช่เรื่องชิวๆ เบาๆ เหมือนเพลงวงซิงกูล่า (กูล่าเฉพาะซิงๆ อันนี้เป็นมุกที่ทำงานจ้ะ) อย่างตอนนั้นอีกแล้ว มันค่อนข้างจริงจังกว่า และดูจะเรียกร้องความพร้อมจากเหล่าหนุ่มสาวเลือดงานอยู่ทุกขณะจิต

 

อาจเพราะวันจันทร์ ตั้งอยู่จุดเริ่มต้นในแต่ละสัปดาห์ แน่นอนที่วันแรกมักเป็นรากฐานที่ดีของวันต่อๆไป อันนี้คือสิ่งที่ผมเชื่อ

 

ผมเคยได้ยินใครบางคนเปรียบเทียบเรื่องวันทำงานเอาไว้ทำนองว่า

 

วันทำงานตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ก็เหมือนการเดินข้ามภูเขา วันจันทร์คือเริ่มต้น วันอังคารคือการปีนไต่ วันพุธถึงจุดยอด พฤหัสเริ่มลง วันศุกร์ก็ได้พัก ซึ่งบอกว่าเราต้องออกแรงหนักหน่อยในช่วงวันจันทร์และอังคาร เมื่อถึงพุธมันก็คือครึ่งทางแล้ว ช่วงท้ายอย่างพฤหัสกับศุกร์จะผ่อนคลายลงและได้หยุดพักเตรียมแรงไว้ข้ามภูเขาลูกใหม่ที่รออยู่ในสัปดาห์ต่อไป

 

แต่หากเราพลาดในวันจันทร์ นั่นอาจหมายถึงประสิทธิภาพในการทำงานของอีกสี่วันที่เหลือ คนบางคนลืมให้ความสำคัญกับก้าวเริ่มต้น ก้าวต่อไปจึงกระท่อนกระแท่น พาให้ล้มจนคลานเอาได้

 

ชีวิตคนทำงานหลีกหนีวันจันทร์ไปไม่พ้น

 

ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้อนตื่นมาในตอนเช้า และออกจากบ้านไปทำงาน สิ่งเหล่านี้คือความเป็นจริง

 

 

เพียงแต่หากเราหนีมันไม่ได้ หรืออาจจะไม่ได้หนีอยู่แล้ว เราควรต้องเลือกว่าจะเริ่มมันอย่างไรให้ดีที่สุด

 

วันจันทร์ คือวันแห่งการเริ่มต้นการทำงาน ที่หมุนวนมาได้อีกมากมายหลายครั้ง จนกว่าเราจะลาออกจากชีวิตการเป็นสลารี่แมนหรือเหล่ามนุษย์เงินเดือน

 

 

สิ่งที่ผมมองเห็นก็คือ เราเลือกได้ว่าจะทักทายวันจันทร์กันอย่างไร

 

จะ

 

Good Morning!! Monday”

 

หรือ

 

“Good Bye!! Monday”

 

คงแล้วแต่คุณ

 

 
 

[*ซาราริมัง (sarariman) คือ คำที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกพนักงานที่ทำงานกินเงินเดือน หรือเหล่าพนักงานออฟฟิศทั่วไป]

 
 
~~~~~ Mister Mondays  ~~~~~
 
 
 
บล็อค Good Morning!! Mister Mondays เป็นพื้นที่เขียนบอกเล่าหรือระบายเรื่องราวประสบการณ์ของคนวัยทำงานคนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าชีวิตมนุษย์เงินเดือนมีอะไรน่าสนุกนอกเหนือไปจากงานที่กำลังทำอยู่ จนอยากเก็บมาเล่าให้ฟังว่า โลกของมนุษย์เงินเดือน ไม่ได้แคบเท่ากับบ้านและที่ทำงานเสมอไป
 
 
โปรดติดตามต่อนะจ้ะ   

edit @ 26 Jun 2011 19:41:57 by Mr. Mondays

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 11 Jun 2011 16:23 by mistermondays

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก